×
หน้าหลัก>บทความธุรกิจออนไลน์>4 ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจออนได้เติบโตต้อนรับปี 2018
4 ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจออนได้เติบโตต้อนรับปี 2018
4 ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจออนได้เติบโตต้อนรับปี 2018
09 Nov, 2017 / By pumpanthida
Images/Blog/7216533-02 Nov_TKO_Cover_Blog_890x402px.jpg

        ช่วงเวลาใกล้สิ้นปี 2560 กำลังจะมาถึง ทำให้กลุ่มธุรกิจต่างๆเริ่มทำการวิเคราะห์ สรุปภาพรวมของธุรกิจว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร เพื่อใช้วางแผนธุรกิจในอนาคต ธุรกิจอีคอมเมิร์ชก็เช่นกัน แม่ทัพนำขบวนอย่าง "ETDA" หรือสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ได้มีการทำรายงานผลสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยปี 2560 เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ชหรือบุคคลที่สนใจในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ช สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการวิเคราะห์และวางแผนธุรกิจได้  ซี่งมูลค่าธุรกิจอีคอมเมิร์ชในไทยนั้นสูงถึง 2.8 ล้านล้านบาท ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนเลยทีเดียว ว่าแต่อะไรที่ทำให้มูลค่าของธุรกิจอีคอมเมิร์ชในไทยสูงขนาดนี้ได้  ในสัปดาห์นี้ทางทีมงานตะกร้าออนไลน์มี 4 ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจออนได้เติบโตมากฝากกันค่ะ

 

        1.การสนับสนุนจากภาครัฐบาล ทางภาครัฐบาลได้มีบทบาทเข้ามาสนับสนุนและเร่งพัฒนาให้ผู้ประกอบการฐานราก ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น สามารถนำผลิตภัณฑ์หรือผลผลิตมาขายได้จริงบนพื้นที่ออนไลน์ โดยหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนได้แก่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น

 

ข้อมูลร้อยละของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ชปี 2557-2559 จำแนกตามลักษณะการขายสินค้าและบริการ
   

        2. ผู้ประกอบการหันมาเพิ่มช่องทางขายบนออนไลน์มากขึ้น ยุคนี้เป็นยุคที่อะไรหลายๆอย่างสามารถเกิดขึ้นได้บนออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อสินค้าและบริการ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีหน้าร้านเป็นช่องทางการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ต้องปรับตัวเพื่อรองรับต่อความต้องการของลูกค้าในการซื้อสินค้าด้วย หากดูจากข้อมูลร้อยละของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ชปี 2557-2559 จำแนกตามลักษณะการขายสินค้าและบริการแล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตอย่างเดียวนั้นสูงมาก เพราะลงทุนต่ำ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา เลยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการที่มีแต่หน้าร้านต้องขยายช่องทางการขายสินค้าทางออนไลน์ด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้านั่นเอง
 

        3.พฤติกรรมของคนไทยเปลี่ยนไป หันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้น  กิจกรรมที่คนไทยใช้งานในอินเตอร์เน็ตนั้นมีหลายอย่างด้วยกัน เช่น Social media  สืบค้นข้อมูล  รวมไปถึงการซื้อสินค้าและบริการด้วย หากเทียบกับปี2559 การซื้อสินค้าและบริการนั้นอยู่ในอันดับ 8 เท่านั้น แต่ในปี 2560 กระโดดมาอยู่ในอันดับที่ 5 จากกิจกรรมอื่นๆ เป็นเพราะว่าการซื้อสินค้าและบริการผ่านทางออนไลน์ใช้งานได้สะดวก มีสินค้าให้เลือกมากมาย สามารถเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อได้ รวมไปถึงรองรับการชำระเงินค่าสินค้าได้หลากหลายช่องทางอีกด้วย

 

        4. นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจ e-commerce มากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในการขายสินค้าที่อยู่ในรูปแบบตลาดกลาง หรือ Marketplace  ด้านการจัดส่งสินค้า หรือ ระบบการชำระเงินโดยประเทศที่เข้ามาลงทุนทำธุรกิจอีคอมเมิร์ชในประเทศไทยได้แก่  จีน เกาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศให้เกิดการแข่งขันและพัฒนาตัวเองของผู้ประกอบการไทย และยังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค
        จากปัจจัยทั้งสี่ข้อที่กล่าวมานั้น ทำให้สามารถคาดการถึงการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ชได้เป็นอย่างดี  หากใครที่ยังลังเลอยู่ว่าจะทำธุรกิจออนไลน์ดีหรือไม่ แนะนำว่าควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลอื่นๆด้วยนะคะ เพื่อให้การเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ของคุณ เดินหน้าอย่างเป็นระบบและเติบโตอย่างยั่งยืนค่ะ

 

ที่มา : สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.)

 

 

-----------------------------------------------------------------------------------

ช่องทางการติดตามข้อมูลข่าวสารอื่นๆ

Facebook Page #ร้านค้าออนไลน์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ กันนะคะเพื่อติดตามข้อมูลข่าวสาร โปรโมชั่น และบทความดีดีจากเรา :)
หรือจะติดตามเราผ่าน Line@ ได้นะคะ :
@TakraOnline
-----------------------------------------------------------------------------------
เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ เปิดร้านค้าออนไลน์คุณภาพได้ง่ายๆ กับเราที่ www.TakraOnline.com

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อัพเดทเรื่องราวในแวดวงธุรกิจ E-Commerce
ทันทุกเทรนด์ฮิต ขายของออนไลน์ให้สำเร็จ

Add ติดตามเราได้ที่ Line@: @takraonline

เพิ่มเพื่อน
Like
ร้านค้าออนไลน์
© 2006-2018
Vevo Systems Co., Ltd.